004 : IP Address ตอนที่ 1 ทำความรู้จักกับ IPv4

IP Address เป็น Logical Address (ถ้า MAC Address จะเป็น Physical Address) หรือเรียกว่าเป็นที่อยู่ที่กำหนดให้กับอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออยู่ในระบบ Network ซึ่ง IP Address สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ ผลของการตั้งค่า IP Address จะทำให้อุปกรณ์ต่างๆ สามารถสื่อสารกันได้

IPv4 มีทั้งหมด 32 bits แบ่งออกเป็น 4 ชุด ชุดละ 8 bits (octet) แต่ละชุดจะคั่นด้วยจุด (.)

เราสามารถแบ่งประเภทของ IP Address ออกเป็น Class ได้ เป็น Class A, B, C, D, E (Class D = multicast addresses. Class E = reserved addresses)

สามารถดู IP Address บนระบบปฏิบัติการณ์ Windows ได้หลายวิธีหากต้องการดูบน Command Prompt ให้ใช้คำสั่ง “ipconfig”

IPv4 Public (มักจะเรียกกันว่า IP จริง) ซึ่งจะเป็น IP Address ที่ไม่ซ้ำกัน จะเป็น IP Address ที่ถูก route อยู่บน Internet ยกตัวอย่างเช่น หากเรามี IP Public ที่ติดตั้งอยู่บน Computerที่บ้านเรา แล้วเปิดแชร์ไฟล์เอาไว้ จากนั้นเราไปอยู่ส่วนไหนของโลกก็ได้ ที่สามารถใช้ Internet ได้ เราก็สามารถเข้ามา Download ไฟล์เราตรงๆผ่าน IP Public ที่ตั้งค่าไว้ได้เลย

IPv4 Private จะเป็น IP Address ที่ซ้ำๆกัน ไม่สามารถ route อยู่ Internet ได้ จะเป็น IP ที่ใช้อยู่ภายในบ้าน ภายในองค์กรเท่านั้น เหตุผลหลักๆที่ต้องมี IP Private(บางครั้งเรียกว่า IP ปลอม) ก็เพราะว่า IP Address ไม่พอ และ เอาไว้ทดสอบการเชื่อมต่อภายใน หากหลายๆท่านนึกภาพไม่ออก ก็ลองเปรียบเทียบ ชื่อเล่นคือ IP Private ซึ่งเราจะเอาไว้เรียกกันในบ้าน ในกลุ่มเล็กๆเท่านั้น หากจะติดต่อราชการ หรืออะไรที่เป็นทางการ เราก็ต้องใช้ชื่อจริง ที่ไม่ซ้ำกับใคร หรือ เปรียบเสมือนการติดต่อ Internet ที่ต้องใช้ IP Public นั่นเอง

IP Address สามารถเขียนให้ัอยู่ในรูปแบบของเลขฐานสิบ (Decimal) หรือ เลขญานสอง (Binary) ก็ได้ ซึ่งถ้าหากเขียนให้อยู่ในรูปแบบของเลขฐานสิบ แต่ละชุดก็จะมีเลขอยู่ระหว่าง 0 - 255 แต่ถ้าเขียนให้อยู่ในรูปแบบของเลขฐานสองก็จะมีค่าอยู่ระหว่าง 00000000 - 11111111 (มี 4 ชุด ชุดละ 8 bit) ยกตัวอย่างเช่น IP 192.168.1.100 นี่คือรูปแบบของเลขฐานสิบ ถ้าหากเขียนให้อยู่ในรูปแบบของเลขฐานสองก็จะเท่ากับ 11000000‬.10101000‬.00000001.‭01100100‬

อย่างที่ได้อธิบายข้างต้นว่า IPv4 Address จะมีการแบ่งออกเป็น Class ซึ่งหากเขียนให้อยู่ในรูปแบบของเลขฐานสิบ Class A จะมีค่าตั้งแต่ 0.0.0.0. - 127.0.0.0 หรือ อาจจะจำง่ายๆว่าขึ้นต้นด้วย 1-126 ก็ได้เช่นกัน เพราะว่า IP บางช่วงก็ไม่สามารรถนำมาใช้กับ Host หรือตั้งค่าให้กับ Computer ได้ เช่น IP ที่ขึ้นด้วย 127 จะเป็น Loopback address ที่ถูกจองเอาไว้ใช้ทดสอบการทำงานอื่นๆ เช่น ทดสอบการทำงานของ card lan เป็นต้น ส่วน Class B จะอยู่ในช่วง 128.0.0.0 - 191.255.255.255 ส่วน Class C จะอยู่ในช่วง 192.0.0.0 - 223.255.255.255 นอกจากนี้ IP แต่ละ Class ก็จะมีแบ่งเป็น IP Public และ IP Private อีก ตามที่แสดงในภาพด้านซ้าย

หากลองใช้โปรแกรม Wireshark ในการจับ Packet ที่เครื่อง Computer ของเรา ที่กำลังเข้า www.cisco.com เราจะพบว่าจะมีข้อมูลอยู่ส่วนหนึ่งที่แสดงในส่วนของ Internet Protocol หรือ IP Address นั่นเอง ซึ่งจะมีส่วนของ Sourceและ Destination โดย Source address ก็คือ IP address ของเครื่อง Computer ต้นทางของเรา ส่วน Destination address ก็คือ IP address ของปลายทาง หรือ www.cisco.com ซึ่งรูปแแบของ IP Address ก็ตรงกับที่อธิบายไปก่อนหน้านี้

  • Facebook
  • Twitter
  • YouTube
  • Tumblr Social Icon
  • Instagram

Tel. 087-449-6954, 094-417-8544 | Email : sale@9huatraining.com | Facebook : 9HUA Training