001 : Introducing MPLS, IGP, EGP, MPLS-TE, QoS

MPLS ย่อมาจาก Multi Protocol Label Switching ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีความสามารถในการขนถ่าย Protocol ได้หลากหลาย เช่น IPv4, IPv6, Ethernet, Frame Relay, ATM หรือ อื่นๆเป็นต้น โดยใช้หลักการ Switching ด้วย Label ซึ่ง Label จะเป็นตัวบอก Node ต่างๆว่าจะต้องทำการส่งต่อหรือทำอย่างไรกับ packet นี้

MPLS สำหรับ service providers นั้นในอดีตที่ผ่านมาจะช่วยในเรื่องของ faster forwarding แต่ในปัจจุบัน MPLS จะนำมาใช้ในเรื่องของ VPN Service และเรื่องของ Traffic engineering เป็นหลัก

สำหรับ MPLS VPNs เราจะสามารถแยก Traffic ของแต่ละลูกค้าให้อยู่ในแต่ละ VPN ไม่ปะปนกันได้ ลักษณะการทำงานก็จะคล้ายๆ Virtual Circuit เช่นเดียวกับพวก Frame Relay เป็นต้น ซึ่งสามารถใช้งานได้ทั้ง Layer 2 และ Layer 3 VPN

สำหรับ MPLS traffic engineering ก็จะช่วยให้ ISP ได้ใช้ทรัพยาการ Network เพื่อรองรับ Traffic ได้อย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความสามารถในการให้บริการและเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความล้มเหลวที่จะเกิดในระบบ Network ที่จะให้บริการ

สำหรับเรื่อง QoS ก็มีบทบาทสำคัญอย่างมากในส่วยของ Service Provider ไม่ว่าจะเป็นการจัด Priority ให้กับ Customer หรือ Data ที่เป็น Real Time, Critical Traffic หรือ การจำกัด Bandwidth (Policing and Shaping) ของ Customer เป็นต้น

MPLS Layer2 VPN หลักๆจะมีอยู่ 2 รูปแบบคือ เป็น VPN ที่ทำงานในลกษณะ Point to Point หรือ VPWS และ Point to Multipoint หรือ VPLS ซึ่ง L2VPN เป็นการให้บริการในลักษณะที่เป็นการให้บริการแบบ Virtual leased-line และเป็นแบบเสมือน permanent virtual circuit (PVC) ซึ่งสามารถรองรับหลายๆเทคโนโลยี แล้วส่งไปเป็นในรูปแบบของ Packet ได้หมด ในการให้บริการแบบ L2 VPN จำเป็นจะต้อง Implement IGP+MPLS เป็นอย่างน้อย จึงจะสามารถให้บริการในลักษณะรูปแบบนี้ได้

สำหรับการเชื่อมต่อแบบ Layer 2 เป็นตัวเลือกหนึ่งของ Service Provider ที่มีการตั้งค่าไม่ซับซ้อน สามารถเชื่อมต่อ 2 ระบบ Network เดิมเข้าด้วยกัน โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง หรือ ลงทุนเปลี่ยนแปลง Implement infrastructure ใหม่ พร้อมทั้งสามารถรองรับการทำ IPsec, QoS และ Traffic Engineering และปรับแต่งหลายๆอย่างได้ตามความต้องการของ Customer

สำหรับการให้บริการแบบ MPLS Layer3 VPN นั้น PE routers(Router ที่ติดตั้งอยู่ฝั่ง Service Provider และเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ของลูกค้า ) จะมีส่วนร่วมกับ Customer Routing ซึ่ง PE Router จะมี Route ของ Customer ที่แยกกันไม่ปนกัน (เปรียบเสมือนลูกค้าต่อ PE Router คนละตัว) Customer สามารถใช้ Address ที่ซ้ำกันได้ การให้บริการในลักษณะนี้ จำเป็นจะต้อง Implement IGP+MPLS+MP-BGP จึงจะสามารถให้บริการในลักษณะรูปแบบนี้ได้

MPLS traffic engineering ก็จะช่วยให้ ISP ได้ใช้ทรัพยาการ Network เพื่อรองรับ Traffic ได้อย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ เพราะสามารถควบคุมจัดการ Traffic ได้ตามความต้องการ ยกตัวอย่าง เช่น OSPF Routing จะเลือกเส้นทางที่ดีที่สุดโดยการนำ Bandwidth มาคำนวณ หาก Bandwidth เยอะก็เลือกส่ง Traffic ไปทางเส้นทางนั้น การทำ Traffic Engineering โดยใช้ OSPF จึงไม่ยืดหยุ่น แต่ถ้าหากเป็น MPLS Traffic Engineering จะมีการใช้โปรโตคอล RSVP ซึ่งสามารถมองลงลึกไปได้ว่าเส้นทางนั้นเหลือ Bandwidth ให้ใช้งานเพียงพอหรือไม่ หากไม่เพียงพอก็จะไม่เลือกส่ง Traffic ไปเส้นทางนั้น แม้ว่าเส้นทางนั้นจะมี Bandwidth ที่มากกว่าเส้นทางอื่นๆก็ตาม

  • Facebook
  • Twitter
  • YouTube
  • Tumblr Social Icon
  • Instagram

Tel. 087-449-6954, 094-417-8544 | Email : sale@9huatraining.com | Facebook : 9HUA Training