005 : Link-State Routing Protocols

ในการออกแบบ MPLS Core Network นั้น จะมี Requirements อยู่หลายหัวข้ออยู่ด้วยกัน เช่น High speed of forwarding packets, High availability, Integrated security และที่สำคัญคือ Fast convergence ซึ่งทำให้ Routing Protocol ในกลุ่ม Link-state routing protocols จึงถูกเลือกเข้ามาใช้งาน และ Routing Protocol ประเภทนี้ก็จะรองรับการทำ MPLS TE

Link-state routing protocols จะมี Routing Protocol อยู่ 2 ตัวให้เลือกใช้งาน ก็คือ OSPF และ IS-IS ทั้ง 2 ตัวนี้มีหลายๆอย่างที่คล้ายๆกัน แต่ก็มีหลายส่วนที่มีความแตกต่างที่จำเป็นต้องทำความเข้าใจ เพื่อให้สามารถออกแบบหรือตั้งค่าปรับจูนให้มีประสิทธิภาพ

OSPF Routing Protocol จะทำการ Update Routing Information เฉพาะ Neighbor ที่เชื่อมต่ออยู่กับมันเท่านั้น และจะทำการ Update Routing Table ก็ต่อเมื่อพบว่า Network มีการเปลี่ยนแปลง (Event Triggered Updates) OSPFจะใช้อัลกอริทึม Dijkstra คำนวณหา SPT สามารถออกแบบให้รองรับเครือข่ายขนาดใหญ่ ด้วยการยุบรวมแยกเป็นลำดับชั้น (Hierarchy) ออกเป็น AREA พร้อมทั้งรองรับการทำ Authentication

OSPF เป็น Routing protocol ที่ถูกออกแบบให้มีโครงสร้างแบบ 2 Layer หรือ แบ่งเป็นลำดับชั้นได้ 2 ลำดับชั้น (Hierarchical) ที่เรียกว่า Area ประโยชน์ของการแบ่ง AREA เช่น ลดจำนวน Routing entries ใน Routing Table, หากเกิดการเปลี่ยนแปลง การ update จะส่งผลกระทบภายใน Area เท่านั้น, การ flooding ของ LSA จะถูกหยุด หรือ จำกัดอยู่ที่ Router ที่อยู่ขอบของ AREA เท่านั้น

OSPF จะใช้ Hello Packet ในการสร้างความสัมพันธ์ Adjacency กับ Router ที่ติดกัน หลังจากนั้นก็จะทำการแลกเปลี่ยน Hello Packet เป็นระยะๆกับเพื่อนบ้าน ช่วงเวลา Hello และ Dead Interval ต้องเท่ากันทั้งตัวเองและเพื่อนบ้าน ถึงจะติดต่อเป็นเพื่อนบ้านกันได้ (ช่วงเวลา Hello และ Dead Interval ต้องเท่ากันทั้งตัวเองและเพื่อนบ้าน ถึงจะติดต่อเป็นเพื่อนบ้านกันได้)

หากมีเส้นทางไปยังปลายทางได้หลายเส้นทางสำหรับ Router ที่ตั้งค่าใช้ OSPF Routing ด้วยกัน ก็จะเข้าสู่กระบวนการเลือกเส้นทางที่ดีที่สุด โดยพิจรณาจากค่า cost รวมของแต่ละเส้นทางที่น้อยที่สุด จะเป็นเส้นทางที่ดีที่สุด โดยค่า cost Default จะคำนวณจากสูตร Cost = 10ยกกำลัง8 หารด้วย Interface Bandwidth(bit/sec) อย่างไรก็ตาม เราสามารถกำหนดค่า cost ด้วยวิธีอื่นๆก็ได้ เช่น กำหนดค่า cost ของ OSPF ที่ Interface ของ Router โดยตรง หรือ ตั้งค่าเป็น Bandwidth ภายใต้ Interface ก็ได้

OSPF เป็น Routing protocol ที่ถูกออกแบบให้มีโครงสร้างแบบ 2 Layer หรือ แบ่งเป็นลำดับชั้นได้ 2 ลำดับชั้น (Hierarchical) ที่เรียกว่า Area โดย Backbone AREA จะเป็น AREA 0 : หรือเรียกว่า Transit Area ส่วน Standard Area หรือเรียกว่า Non-backbone areas จะเป็น Area ที่ต้องเชื่อมต่อกับ Backbone Area ซึ่งจะรวมถึง Area เหล่านี้ด้วย คือ stub areas, totally stubby areas และ Not-so-stubby areas(NSSA)

ในการสร้าง Routing Table ของ OSPF จะมีกระบวนการทำงานอยู่หลายขั้นตอนด้วยกัน แต่ก็จะเริ่มจากการส่ง Hello Packet เพื่อสร้างการเชื่อมต่อ และเรียนรู้เพื่อนบ้าน (Neighbor) แล้วนำข้อมูลที่ได้จาก Hello Packet ของเพื่อนบ้าน มาเก็บไว้ใน Neighbor Table จากนั้นจะนำข้อมูลใน Neighbor Table ประกาศออกไปด้วย LSA Packet ให้ Flood ออกไปทั้ง Network ที่อยู่ใน Area เดียวกัน ต่อด้วยนำข้อมูลที่ได้จาก LSA ของ Router ทั้งหมดใน Network (ใน Area เดียวกัน) มาสร้างเป็น Topology Database นำ Topology Database มาคำนวณหาเส้นทางที่ดีที่สุด (Best Path) ด้วยวิธี SPF algorithm (สร้าง SPF แบบ Tree Structure) และสุดท้ายคือ นำ Best Path ที่คำนวณได้มาเก็บไว้ใน Routing Table

สำหรับ OSPF Router Types ตามภาพจะมีดังนี้ Backbone Router ก็จะเป็น Router ที่อยุ่ใน Area 0 ส่วน ABR จะเป็น Router ที่เชื่อมต่อกับ Area 0 และ Area อื่นๆ และ ASBR จะเป็น Router ที่อยู่ภายใน Area ของ OSPF และมีการเชื่อมต่อกับ Routing protocol อื่นๆ

  • Facebook
  • Twitter
  • YouTube
  • Tumblr Social Icon
  • Instagram

Tel. 087-449-6954, 094-417-8544 | Email : sale@9huatraining.com | Facebook : 9HUA Training